การมีส่วนร่วมของโรงเรียน ครอบครัวและชุมชน
การพัฒนาความฉลาดทางกายพัฒนาการของเด็กอนุบาลเห็นได้ชัดจากความสามารถในควบคุม บังคับ สั่งการร่างกายตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่น สามารถเดิน วิ่ง กระโดด ปีน ขึ้น-ลงบันไดได้ ถ้าทำได้แล้วก็แสดงว่าสมองส่วนที่รับรู้สัมผัส และการสั่งการร่ายกายได้พัฒนามากขึ้นทุกที
ผู้ปกครองรู้หรือไม่
- เมื่อเด็กเติบโตถึงวัยอนุบาล เขาต้องการการเคลื่อนไหวร่างกายที่ซับซ้อน เขามีความมั่นใจในความสามารถทางร่างกายของเขาเอง เขาว่องไว ปราดเปรียวขึ้น
- เมื่อเด็กก้าวถึงวัยอนุบาล เด็กมีความกระตือรือร้นที่จะสำรวจโลกรอบตัว เขาอยากลองดูว่า สิ่งนี้เป็นอย่างไร สิ่งนั้นกับสิ่งนี้ต่างกันตรงไหน ถ้าเราทำแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น ทั้งหมดไม่ใช่เพียงการเล่นสนุกๆ แต่เป็นกระบวนการพัฒนาความคิด และการจัดระบบความคิดของเด็ก
- เด็กต้องการพื้นที่และเวลาจำนวนมาก
- เด็กต้องการสำรวจพื้นที่และสภาพแวดล้อมอย่างปลอดภัยและมีอิสระ
- เด็กต้องการโอกาสที่จะฝึกทักษะปฏิบัติทักษะ และทดลองทำสิ่งต่างๆ เมื่อเขาเคลื่อนไหว สมองของเขาจะพัฒนา
- เด็กต้องการการเคลื่อนไหวแบบง่าย ถึงซับซ้อน ในร่มและกลางแจ้ง เพราะระบบสมองมีธรรมชาติที่ต้องการพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพอยู่รอดได้
- สิ่งที่ผู้ปกครองควรทำ
- ควรจัดหาของเล่น เครื่องมือ กระตุ้นให้เด็กลงมือทำ
- ควรให้เด็กได้เต้นจามจังหวะสนุก ฟังดนตรี ฟังเพลงเด็ก และเพลงที่พัฒนาสมอง
- ควรจัดหาอุปกรณ์หลากหลายที่เด็กจะใช้ในการลงมือทำกิจกรรมเอง/ของเล่นมีทั้งสำเร็จรูปและธรรมชาติ
- ควรกระตุ้นให้เด็กร้องเพลง ตะโกน และออกท่าทาง
ชุมชน คือ แหล่งรวมองค์ความรู้นานา ในชุมชนมีแปลงผัก ร้านค้า บริษัท สถานที่ทำการต่างๆ โบราณสถาน โบราณวัตถุ เด็กๆ ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับชุมชน ผ่านกิจกรรมที่ได้ปฏิสัมพันธ์กับชุมชนด้วยตนเอง
การจัดการเรียนรู้ “Project Approach” สำหรับเด็กปฐมวัย การจัดการเรียนการสอนแบบโครงการ ( Project Approach)
Project Approach คือ วิธีการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนามาจากการจัดการเรียนรู้แบบ Regio Emilia ในประเทศอิตาลี ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบนี้ เด็กจะเรียนรู้ลุ่มลึกในเรื่องที่เด็กสนใจ อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งนั้น รูปแบบในการเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานของเด็กอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การตั้งคำถามจากความสนใจของเด็ก กระบวนการในการค้นหาคำตอบของเด็กในหัวข้อหรือเรื่องที่สนใจ อีกทั้งในกระบวนการเรียนรู้ยังได้สอดแทรกทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้เด็กได้เรียนรู้ ผ่านการสำรวจ สืบค้น จดบันทึก และคิดวิเคราะห์ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับเรื่องที่เด็กสนใจ ผ่านประสบการณ์ตรงที่หลากหลายตลอดจนการใช้ความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ เพื่อเป็นการสรุปผลออกมาเป็นชิ้นงานอีกด้วย
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้นต้องมีความหลากหลายเพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่สมกับวัยอย่างรอบด้าน โดย Project Approach มีกระบวนการการจัดการเรียนรู้ 3 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 – ขั้นเริ่มต้น เด็กเลือกว่าจะศึกษาเรื่องอะไร โดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ จากนั้นอภิปรายร่วมกันเพื่อดูว่าเด็กแต่ละคนมีความรู้เดิมเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจอย่างไร เพื่อค้นหาประสบการณ์ที่เด็กมี สิ่งที่เด็กรู้แล้ว และสิ่งที่เด็กอยากรู้ โดยครูจะคอยช่วยบันทึกความคิดของเด็ก และให้เด็กร่วมกันเสนอข้อสงสัยในเรื่องที่จะเรียนรู้ ในส่วนนี้ครูจะคอยช่วยสนับสนุนให้เด็กฝึกตั้งคำถามจากเรื่องที่สนใจ และบันทึกคำถามเหล่านั้นไว้ พร้อมกับคำตอบที่เด็ก ๆ ตอบ เพื่อใช้เปรียบเทียบข้อมูลในภายหลัง ซึ่งขั้นตอนนี้เทียบได้กับการตั้งสมมติฐาน
ระยะที่ 2 – ขั้นพัฒนา (การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนรู้) ในขั้นนี้จะเป็นการจัดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ได้ออกไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่เด็กสนใจ ครูช่วยเด็กในการวางแผนการสืบค้นเพื่อเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งจากในห้องเรียน โรงเรียน หรือ ชุมชน เปิดโอกาสให้เด็กแต่ละคนมีส่วนร่วมในการสืบค้น โดยให้เด็กได้ใช้ของจริง เช่น ภาพ หนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ และคอมพิวเตอร์ในการสืบค้นข้อมูล โดยมีครูเป็น ผู้ช่วยเหลือ ให้เด็กสามารถประชุมร่วมกัน และนำเสนอรายงานสิ่งที่เด็กได้ค้นพบในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นระยะ ครูส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กถามคำถาม และให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กแต่ละคนได้ค้นพบคำตอบหรือเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการวาดภาพ ถ่ายภาพ เขียนคำ สร้างกราฟ หรือแผนภูมิ ในขั้นนี้ครูจะคอยสนับสนุนให้เด็กสามารถทำงานตามความสามารถของตัวเองได้ เช่น บางคนมีทักษะพื้นฐานด้านงานประดิษฐ์การวาดภาพ การนำเสนอ และการเล่นละคร ครูจะช่วยให้เด็กได้ทำงานตามความถนัดของแต่ละคนผ่านการอภิปรายในห้องเรียน ซึ่งหัวข้อของ Mind Map ที่ออกแบบไว้ก่อนหน้า จะบันทึกข้อมูลสั้น ๆ เกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการ
ระยะที่ 3 : การสรุปโครงการ ในขั้นนี้เด็กและครูจะได้ร่วมกันจัดนิทรรศการ โดยให้เด็กแบ่งปันและอภิปรายสิ่งที่เรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับสิ่งที่ได้สืบและค้นพบที่ช่วยให้เด็ก ๆ ตอบคำถามที่ตั้งไว้ได้ และเด็กจะได้เปรียบเทียบสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปกับความรู้เดิมที่มีอยู่ว่าตรงกันหรือไม่ รวมถึงเปรียบเทียบกับการคาดคะเนของเด็ก ๆ ที่ทำไว้ตั้งแต่ระยะแรกด้วย โดยจุดเด่นของขั้นนี้คือ การที่ให้เด็ก ๆ ช่วยกันวางแผนจัดแสดงนิทรรศการให้ผู้ปกครองและเพื่อน ๆ หรือบุคคลอื่น ๆ ได้เห็นวิธีการเรียนรู้ กิจกรรม ผลงาน และสิ่งที่เด็กค้นพบเรียนรู้ เด็กได้ลงมือจัดแสดงเพื่อแบ่งปันความรู้และเรื่องราวเกี่ยวกับ “Project Approach” ของเด็กๆ พร้อมเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กทำและค้นพบ ทั้งนี้ครูควรบันทึกความคิดและความสนใจของเด็กในระหว่างการทำโครงการ เพื่อเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงทางความสนใจ ความรู้ และความคิดของเด็กว่าก่อนเริ่มโครงการและหลังจากสรุปโครงการมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการหาหัวข้อ
ของโครงการในครั้งต่อไป
Project Approach คือ วิธีการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนามาจากการจัดการเรียนรู้แบบ Regio Emilia ในประเทศอิตาลี ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบนี้ เด็กจะเรียนรู้ลุ่มลึกในเรื่องที่เด็กสนใจ อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งนั้น รูปแบบในการเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานของเด็กอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การตั้งคำถามจากความสนใจของเด็ก กระบวนการในการค้นหาคำตอบของเด็กในหัวข้อหรือเรื่องที่สนใจ อีกทั้งในกระบวนการเรียนรู้ยังได้สอดแทรกทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้เด็กได้เรียนรู้ ผ่านการสำรวจ สืบค้น จดบันทึก และคิดวิเคราะห์ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับเรื่องที่เด็กสนใจ ผ่านประสบการณ์ตรงที่หลากหลายตลอดจนการใช้ความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ เพื่อเป็นการสรุปผลออกมาเป็นชิ้นงานอีกด้วย
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้นต้องมีความหลากหลายเพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่สมกับวัยอย่างรอบด้าน โดย Project Approach มีกระบวนการการจัดการเรียนรู้ 3 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 – ขั้นเริ่มต้น เด็กเลือกว่าจะศึกษาเรื่องอะไร โดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ จากนั้นอภิปรายร่วมกันเพื่อดูว่าเด็กแต่ละคนมีความรู้เดิมเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจอย่างไร เพื่อค้นหาประสบการณ์ที่เด็กมี สิ่งที่เด็กรู้แล้ว และสิ่งที่เด็กอยากรู้ โดยครูจะคอยช่วยบันทึกความคิดของเด็ก และให้เด็กร่วมกันเสนอข้อสงสัยในเรื่องที่จะเรียนรู้ ในส่วนนี้ครูจะคอยช่วยสนับสนุนให้เด็กฝึกตั้งคำถามจากเรื่องที่สนใจ และบันทึกคำถามเหล่านั้นไว้ พร้อมกับคำตอบที่เด็ก ๆ ตอบ เพื่อใช้เปรียบเทียบข้อมูลในภายหลัง ซึ่งขั้นตอนนี้เทียบได้กับการตั้งสมมติฐาน
ระยะที่ 2 – ขั้นพัฒนา (การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนรู้) ในขั้นนี้จะเป็นการจัดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ได้ออกไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่เด็กสนใจ ครูช่วยเด็กในการวางแผนการสืบค้นเพื่อเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งจากในห้องเรียน โรงเรียน หรือ ชุมชน เปิดโอกาสให้เด็กแต่ละคนมีส่วนร่วมในการสืบค้น โดยให้เด็กได้ใช้ของจริง เช่น ภาพ หนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ และคอมพิวเตอร์ในการสืบค้นข้อมูล โดยมีครูเป็น ผู้ช่วยเหลือ ให้เด็กสามารถประชุมร่วมกัน และนำเสนอรายงานสิ่งที่เด็กได้ค้นพบในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นระยะ ครูส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กถามคำถาม และให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กแต่ละคนได้ค้นพบคำตอบหรือเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการวาดภาพ ถ่ายภาพ เขียนคำ สร้างกราฟ หรือแผนภูมิ ในขั้นนี้ครูจะคอยสนับสนุนให้เด็กสามารถทำงานตามความสามารถของตัวเองได้ เช่น บางคนมีทักษะพื้นฐานด้านงานประดิษฐ์การวาดภาพ การนำเสนอ และการเล่นละคร ครูจะช่วยให้เด็กได้ทำงานตามความถนัดของแต่ละคนผ่านการอภิปรายในห้องเรียน ซึ่งหัวข้อของ Mind Map ที่ออกแบบไว้ก่อนหน้า จะบันทึกข้อมูลสั้น ๆ เกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการ
ของโครงการในครั้งต่อไป
คำศัพท์
Dentist ทันตแพทย์
Safety ปลอดภัย
Danger อันตราย
Accident อุบัติเหตุ
Parapet ราวลูกกรง
Dentist ทันตแพทย์
Safety ปลอดภัย
Danger อันตราย
Accident อุบัติเหตุ
Parapet ราวลูกกรง
No comments:
Post a Comment